โน้ตบุ๊กที่เคยอยู่ได้ทั้งวัน ผ่านไปสองปีกลับอยู่ได้แค่ชั่วโมงเดียว ทั้งที่ใช้งานเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก แบต lithium-ion เสื่อมตามการใช้งานเสมอ แต่รู้ไหมว่าพฤติกรรมการชาร์จของเรามีผลกับอายุแบตไม่น้อย และมีวิธีดูสุขภาพแบตที่ทำได้เองโดยไม่ต้องรื้อเครื่อง
ทำไมแบตถึงเสื่อมลง
แบตเตอรี่โน้ตบุ๊กมีรอบการชาร์จที่จำกัดไว้ เรียกว่า Cycle Count ทุกครั้งที่ใช้ไฟจนเต็มหนึ่งรอบจะนับเป็นหนึ่งครั้ง ยิ่งชาร์จบ่อยก็ยิ่งถึงขีดจำกัดเร็วขึ้น นอกนั้นอุณหภูมิก็มีผลมหาศาล โดยเฉพาะความร้อนสูงที่เร่งการเสื่อมได้มากกว่าที่คิด
ปัจจัยที่เร่งการเสื่อมมีสองอย่างใหญ่ ๆ คือ ความร้อน และ การชาร์จค้างที่ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลานาน ตอนเสียบปลั๊กทั้งวันเลยเป็นสิ่งที่ทำร้ายแบตมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
วิธีดูสุขภาพแบตบน Windows
Windows มีเครื่องมือในตัวที่ทำรายงานสุขภาพแบตออกมาได้เลย วิธีคือเปิด Command Prompt แล้วพิมพ์คำสั่งสร้างรายงานลงไฟล์ รอสักครู่แล้วเปิดไฟล์นั้นดู
- ในรายงานจะเห็น Design Capacity เทียบกับ Full Charge Capacity
- ตัวเลขที่ต่างกันคือปริมาณความจุที่หายไป
- ดูค่า Cycle Count ได้ว่าแบตถูกใช้งานหนักแค่ไหน
สูตรคิดง่าย ๆ คือเอาความจุเต็มที่ชาร์จได้ตอนนี้หารด้วยความจุออกแบบ แล้วคูณร้อย จะได้เปอร์เซ็นต์สุขภาพแบต ถ้าต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์คือเสื่อมมากและระยะเวลาการใช้งานจะสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
วิธีดูสุขภาพแบตบน Mac
Mac รุ่นใหม่มีข้อมูลสุขภาพแบตอยู่ในหน้าตั้งค่าโดยตรง ดูได้ว่าเงื่อนไขของแบตเป็นปกติ หรือเริ่มเสื่อม และมีตัวเลข Cycle Count ให้ดูด้วย โดยทั่วไป Mac จะเริ่มแจ้งเตือนให้เปลี่ยนแบตเมื่อสุขภาพลดต่ำลงถึงระดับหนึ่ง
ถ้าเครื่องเก่ามากและไม่มีข้อมูลในหน้าตั้งค่า ลองใช้วิธีอ่านจากข้อมูลระบบ จะเห็นค่า Condition ของแบตและจำนวนรอบการใช้งาน
เทียบกับตัวเลขแล้วตีความยังไง
- มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ สุขภาพยังดี ใช้งานต่อได้
- 70-80 เปอร์เซ็นต์ เริ่มเห็นผลชัดว่าอยู่ได้สั้นลง พิจารณาเปลี่ยน
- ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ควรเปลี่ยนแบต จะยืดอายุเครื่องได้อีกหลายปี
การเปลี่ยนแบตถูกกว่าซื้อเครื่องใหม่มาก ถ้าเครื่องยังลื่นและสเปกยังพอใช้ การเปลี่ยนแบตคือทางเลือกที่คุ้มที่สุด
วิธีถนอมแบตให้อยู่นาน
ข้อที่สำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้แบตค้างที่ 100 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา ถ้าใช้งานแบบเสียบปลั๊กเป็นหลัก โน้ตบุ๊กหลายรุ่นมีฟีเจอร์จำกัดการชาร์จไว้ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เปิดไว้จะช่วยยืดอายุได้มาก
- รักษาระดับแบตไว้ราว 20-80 เปอร์เซ็นต์ เป็นช่วงที่แบตอยู่สุขที่สุด
- อย่าปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยง จนดับไปเองบ่อย ๆ
- เสียบชาร์จให้เป็น ถ้าใช้ที่เดิมเป็นหลัก เปิดโหมดจำกัดการชาร์จของรุ่นนั้น
- วางเครื่องบนพื้นผิวระบายความร้อน อย่าวางบนที่นอนหรือหมอน
- หลีกเลี่ยงการใช้งานกลางแดด หรือในรถที่จอดตากแดด
เรื่องความร้อนที่ต้องระวัง
ความร้อนคือศัตรูตัวจริงของแบต ถ้าเครื่องร้อนบ่อยผิดปกติ ลองเช็กว่าพัดลมทำงานเต็มที่ไหม มีฝุ่นในช่องระบายอากาศหรือเปล่า และมีแอปที่กินซีพียูหนักเบื้องหลังหรือไม่
การใช้งานโน้ตบุ๊กบนเตียงเป็นสาเหตุยอดนิยมของความร้อนสูง เพราะช่องระบายลมด้านล่างถูกปิด ลองใช้แท่นวางหรือยกให้ลอยระบายลมได้ จะช่วยลดอุณหภูมิได้ชัดเจน
นิสัยที่ทำร้ายแบตโดยไม่รู้ตัว
- เสียบปลั๊กทิ้งไว้ตลอดทั้งคืนเป็นประจำ
- ใช้งานจนแบตเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์บ่อย ๆ
- เก็บเครื่องไว้ในรถที่ความร้อนสูง
- ใช้ที่ชาร์จราคาถูกที่จ่ายไฟไม่คงที่
- ปล่อยให้ฝุ่นอุดช่องระบายความร้อน
เช็กลิสต์ดูแลแบตในชีวิตประจำวัน
- เปิดโหมดจำกัดการชาร์จถ้ามี
- อย่าปล่อยให้เครื่องร้อนจัดเป็นเวลานาน
- ทำความสะอาดช่องระบายลมเป็นระยะ
- เช็กสุขภาพแบตทุก ๆ สองสามเดือน
- ใช้ที่ชาร์จที่ได้มาตรฐาน
- เปลี่ยนแบตเมื่อต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
สรุปคือแบตเสื่อมตามธรรมชาติ แต่เราชะลอมันได้ด้วยนิสัยการใช้งานง่าย ๆ แค่เลี่ยงความร้อนและอย่าปล่อยให้ค้างที่ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นประจำ การเช็กสุขภาพแบตเป็นระยะจะช่วยให้รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยน ถ้าอ่านตามนี้แล้วลองเช็กเครื่องตัวเองดู จะรู้เลยว่าแบตเราตอนนี้ยังดีหรือควรเตรียมงบไว้แล้ว
